โรคปากเท้าเปื่อยในโค

โรคปากเท้าเปื่อยในโค
โรคปากและเท้าเปื่อยส่วนใหญ่เกษตรกรมักไม่ให้ความสนใจเพราะคิดว่าสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคแล้วไม่ตายมีอัตราการตายต่ำ การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้อัตราการป่วยของโรคค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในกลุ่มสัตว์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค วันนี้ thai-health.net มีความรู้เกี่ยวกับ โรคปากเท้าเปื่อยในโค มาฝากกันค่ะ

 

การติดต่อของโรค
โรคปากและเท้าเปื่อยนี้แพร่ระบาดรวดเร็ว และกว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคนี้สามารถแพร่ระบาดได้จาก การได้รับเชื้อที่ปนเปื้อนมากับยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสัตว์ คน เสื้อผ้า รองเท้า อาหาร ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ภายในคอกสัตว์ การสัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรง หรือสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ป่วย เช่น น้ำนม ลมหายใจ น้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ ของเหลวจากตุ่มใส สัตว์ป่วยสามารถแพร่โรคได้แม้จะยังไม่แสดงอาการหรืออยู่ในระยะฟักตัว ในสัตว์แต่ละชนิดปริมาณไวรัสที่ขับออกมาจะ แตกต่างกัน ในสุกรขับออกมาทางลมหายใจมากกว่าโค 30 – 1,000 เท่า สุกรจึงเป็นแหล่งแพร่กระจายโรคที่สำคัญ โรคปากและเท้าเปื่อยนี้แพร่ระบาดได้ อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในที่มีอุณหภูมิต่ำ ความชื้นสูง

อาการของโรค
ในระยะแรก หลังจากได้รับเชื้อไวรัสปากและเท้าเปื่อย 2 – 8 วัน สัตว์จะมีไข้ ซึม เบื่ออาหาร เกิดเม็ดตุ่มใสที่เยื่อบุภายในช่องปาก หรือลิ้น หรือ เหงือก หลังจากนั้นตุ่มใสจะแตก และเนื้อเยื่อจะลอก ทำให้สัตว์เจ็บปาก กินอาหารลำบากจน กระทั่งกินอาหารไม่ได้
ในระยะที่สอง เชื้อจะเข้าสู่กระแสโลหิต และกระจายไปทั่วร่างกาย ผิวหนังที่เท้าจะบวมแต่ง มีน้ำเหลืองขังอยู่ภายใน แล้วแตกออกเป็นแผล มักพบบริเวณไรกีบหรือซอกกีบ ซึ่งอาจเปื่อย ลอกคราบ และอาจทำให้ขาสัตว์เสียได้ นอกจากนั้นหากเกิดในโคนม จะทำให้อัตราการให้นมลดลง และจะหยุดให้นมในที่สุด หากเกิดในโคเนื้อและสุกร จะทำให้สัตว์น้ำหนักลด มีผลให้เกษตรกร สูญเสียทั้งเงินและเวลาในการเลี้ยง และหากเกิดในสัตว์ที่กำลังท้องอาจทำให้สัตว์เกิดการแท้ง และมีปัญหาการผสมไม่ติดได้

การตรวจวินิจฉัยโรค

- การสังเกตจากอาการของสัตว์ป่วย เช่น น้ำลายไหล ขาเจ็บ เมื่อเปิดปากตรวจ พบมีตุ่มใสหรือแผลบริเวณ ลิ้น เหงือก เยื่อบุในช่องปาก แผลบริเวณซอกกีบ ไรกีบ บางรายมีการลอกของกีบ
- การตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการ โดยการเก็บตัวอย่างน้ำจากตุ่มใส หรือเนื้อเยื่อของตุ่มใสที่แตกออกทั้งในบริเวณ ลิ้น เหงือก เยื่อบุในช่องปาก บริเวณกีบ ใส่ขวดที่สะอาดมี 50 % กลีเซอรีนบัฟเฟอร์ ผสมอยู่ นำส่งห้องปฏิบัติการพร้อมกรอกประวัติสัตว์ที่ป่วยโดยละเอียด เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการโดยวิธี ELISA Test เพื่อทำการจำแนกชนิดของไวรัสโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD Typing) ว่าสัตว์ป่วยด้วยเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อยชนิดใดหรือทำการแยกเชื้อไวรัส

 

ขอบคุณที่มา : sahavicha.com